God's in his heaven,All's right with the world!

Anno Inspiration
แรงบันดาลใจของฮิเดอากิอันโนะ
Rebuild of Evangelion
Evangelion 3.0+1.0 Thrice upon a time
Evangelion Anima
Evangelion Anima อนิเมลำดับถัดไป

เก็บกู้ Eva 01

เอวานเกเลียน 3.0 นั้นในสตอรี่บอร์ดซึ่งเผลแพร่ออกมาผ่านแอป Eva Extra ได้อธิบายไว้ว่า เดิมทีมาริจะต้องเป็นคนไปรับ Eva 01 แต่มาริเองที่กระตุ้นให้อาสึกะซึ่งยอมรับแล้วว่าชินจิได้ตายจากไปแล้ว จากการที่ริทสึโกะได้บอกกับอาสึกะว่าร่างกายของชินจิสลายกลายเป็น LCL ไปแล้ว โดยมาริบอกกับอาสึกะว่า ฉันนะไม่เหมือนกับเธอนะองค์หญิงเพราะฉันพึ่งเคยเจอเขาแค่ครั้งเดียว จึงอยากทำให้เขาจำฉันได้ เมื่ออาสึกะได้ฟังดังนั้นจึงได้เปลี่ยนชุดกลับมาใส่ชุดเดิมที่เคยใส่เมื่อพบกันช่วง 14 ปีที่แล้ว และอาสึกะยินดีที่จะเป็นคนไปรับชินจิ ในแผนยุทธการ US  

 

โดยในแผนการนี้มิซาโตะต้องการเพียงเอวา 01 เพื่อนำมาใช้เป็นแกนพลังงานของ AAA Wunder เท่านั้นไม่ได้ต้องการตัวชินจิกลับมา แต่อย่างใด จากที่เคยศึกษาถึงบันทึกการทำงานของทีมงานเขียนบทในภาค 2.0 (SRC https://www.gwern.net/docs/eva/2010-crc) พบว่าตัวละคร มาริ นั้นสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของตัวละครหลัก 3 ตัวที่จะไปกำเนินเนื้อหาที่แตกต่างจากเดิม เนื่องจากว่าโลกของเอวาเกเลียนนั้นเป็นการทำซ้ำลูปเดิมไปเรื่อยๆ หมายความว่าเอวาจะมีเส้นเรื่องเดิมเสมอเพียงแต่แตกต่างในรายละเอียดเท่านั้น

โดยตัวละครหลักๆที่มาริจะทำการทดแทนคือ อาสึกะ ซึ่งไปดำเนินบทบาทที่แตกต่างจากจากเดิมเป็นอย่างมากนับแต่ ขึ้นขับเอวา 03 มาริจึงต้องเข้าทดแทนอาสึกะ แต่กับกรณีของมิซาโตะ ในภาค TV Serie เดิม มิซาโตะเป็นผู้กระตุ้นให้ริทสึโกะทำการช่วยเหลือชินจิให้กลับมามีร่างกายอีกครั้ง สำหรับทุกคนที่กลายเป็น LCL หากสามารถจดจำตนเองและมีเหตุผลที่อยากมีชีวิตอยู่ด้วยจึงจะสามารถกลับมามีรูปร่างได้ ในภาค TV Series นั้นจะบอกว่าชินจิต้องการที่จะอยู่และมีความหวังจากสายสัมพันธ์ ในตอนที่ 20 จะเป็นผู้หญิงคนสำคัญ 3 คนรวมถึง ยูอิ ซึ่งมาในรูปแบบของภาพสเก็ตซ์เช่นเดียวกับ ฉากที่เกนโดเล่าถึงชีวิตของเขาเองใน 3.0+1.0 นั้นจะถูกเล่าออกมาในภาพสเก็ซเพราะชินจิไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับสิ่งนั้น

สำหรับเหตุผลที่ชินจิกลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้งใน 3.0 ค่อนข้างน่าผิดหวังที่ไม่ยอมให้เราเห็นเลยว่าทำไมชินจิถึงอยากกลับมา แต่ก็สามารถรับรู้ได้ว่า ผู้ที่กระตุ้นให้อาสึกะไปช่วยชินจิ คือ มาริ (ซึ่งทำแทน มิซาโตะ) และอาสึกะเป็นคนเข้าไปช่วยเหลือชินจิ และต้องเข้ารับการโจมตีโดยที่ไม่อาจป้องกันตนเองได้เลย “ทำอะไรบ้างสิ เจ้าบ้าชินจิ” เมื่ออาสึกะพูดจบประโยค  เอวา 01 ก็ตื่นขึ้นและจัดการ EVA 04B ทำให้อาสึกะปลอดภัย สรุปได้ว่า อาสึกะ คือเหตุผลที่ชินจิอยากมีชีวิตอยู่ อาจเป็นเพราะความรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำอะไรเลยเพื่อช่วยเหลือ อาสึกะ จากเหตุ EVA 03 ก็เป็นได้ ซึ่งชินจิยังคงรู้สึกต้องการช่วยอาสึกะทั้งที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวว่าสามารถจะช่วยเหลืออาสึกะได้หรือไม่ หรือแม้แต่อาสึกะจะไปทำอะไรในขณะนั้น ดังที่ปรากฏในฉากเปิดตัว AAA Wunder ซึ่งเป็นการยืนยันว่าอาสึกะคือเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ของชินจิ

มาริ กระตุ้นให้อาสึกะไปช่วยชินจิ

ซึ่งอาสึกะที่ได้กลับมาขับเอวา 02 เพื่อเดินเครื่อง AAA Wunder นั้นอารมภ์ดีกว่าปกติพูดมากขึ้นทำแม้แต่การนับเลขเสียงสูงต่ำราวกับเป็นการฮัมเพลง (เหมือนกับมาริ) และในเวลานั้นกองเรือของ Wunder กำลังทำการเก็บกู้ Eva 01 อยู่แล้วชินจิมาจากไหน? กันที่คาดคิดได้คือ อาสึกะ เป็นคนพาชินจิมาและเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ ชินจิ มาตั้งแต่เวลานั้น ดังที่ สึซึฮาระ ซากุระ ได้ถามหา อาสึกะ ในฐานะของผู้รับผิดชอบดูแล ชินจิ ใน 3.0+1.0

ผู้ดูแลชินจิ คือ อาสึกะ

แต่แทนที่จะคุยกันดีๆ การพบกันในรอบ ครั้งแรก (ควรเรียกว่าในรอบ 3 ปี จะทำการอธิบายเพิ่มเติมทีหลัง ) เนื่องจากมีการสะท้อนอะไรหลายอย่างระหว่างอาสึกะและเกนโด เช่นว่าชินจิมาที่โตเกียว 3 เพราะอยากพบกับเกนโด แต่ก็มีฐิธิมานะหลบหน้าเกนโดไม่ยอมพูดคุย ทั้งที่ชินจิเองก็ยอมรับว่าเขาขึ้นขับเอวาเพื่อที่จะได้อยู่ในสายตาของเกนโด เมื่อเกนโดไม่อยู่ดูเขาเองก็ไม่อยากขับ เหมือนที่เขาพูดในศึกแซมเซล

สำหรับฉากกระจกนั้นชินจิอยากคุยกับอาสึกะ แต่อาสึกะมีฐิธิมานะแสดงความโกรธกับเขาเหมือนกับที่เขา แสดงความไม่สนใจใยดีในตัวเกนโด นั้นหมายความว่าแท้จริงแล้วเกนโดอยากคุยกับชินจิในเวลานั้น

อาสึกะและเกนโด

ชินจิที่ได้รับรู้เรื่องราวที่ว่าเวลาผ่านมาแล้วถึง 14 ปี เขาเชื่อมั่นว่าเขาสามารถช่วยเหลือ อายานามิ เร ได้สำเร็จจากการที่เครื่องเล่น SDAT ที่เขาทิ้งแล้วได้คืนมาเพราะมันอยู่กับ เร (ควรสังเกตดูว่า 3.0 เป็นเส้นเรื่องเดียวกัน กับภาค 1.0 และ 3.0+1.0 มีเส้นเรื่องเดียวกันกับ 2.0 เส้นเรื่องเหมือนกันแต่แตกต่างในรายละเอียด) โดยมิซาโตะได้ทำการแจ้งให้ชินจิรับรู้ว่าเขาได้สวมใส่ Dss Choker เพื่อเป็นหลักประกัน หรือ ตามคำพูดของคาโอรุคือชินจิแบกรับบาปของ ลิลิน(มนุษย์) ไม่ว่าเขาจะทำหรือไม่ได้ทำ

Dss choker ครั้งแรกที่ปรากฏ

Dss Choker หลักประกันและบาป ของลิลิน ปรากฏขึ้นครั้งแรกใน ภาค 2.0 หมายความว่ามันคือเทคโนโลยีของ Nerv หรือ Selee นั่นเองไม่ใช่เทคโนโลยีของ Wille และคำพูดของคาโอรุที่ว่าเดิมทีแล้วลิลินมันสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมเขา ยิ่งทำให้มั่นใจได้ว่ามันคือเทคโนโลยีของ Selee

ชินจิที่ไม่ได้รับรู้ข้อมูลที่ต้องการจนเป็นที่พอใจจึงรู้สึกอึดอัดจนตอบรับคำเรียกหาของ อายานามิ เร ( Q / ซิส / คนหน้าเหมือน) เห็นด้วยกับนักวิจารย์หลายๆคนที่ว่า หากพูดคุยกันให้เคลียตั้งแต่แรก คงจบได้ภายใน 30 นาที

อายานามิ เร มารับชินจิ

ชินจิกลับมายังศูนใหญ่ Nerv แม้ว่าจะเป็น Geo front ซึ่งอยู่ใต้ดินแต่ในขณะนี้แสงสว่างส่องถึงเห็นท้องฟ้า มีร่องรอยของกระสุน รถถัง และ เบลคไลต์กระจายไปหมดทั่วศูนย์ใหญ่ของ Nerv เหมือนกันกับ ใน ภาค The end of Evangelion ที่ถูกโจมตี โดย JSDF แม้จะถูกโจมตีเสียหายยับเยินแต่กลับแสดงให้เห็นถึงภาพของโรงงานอัตโนมัติซึ่งผลิตเอวาเกเลียนระดับอุตสาหกรรมซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เพิ่มเติมขึ้นมาตลอด 14 ปี

โรงงานผลิตเอวา อัตโนมัติ

เมื่อชินจิเดินทางมาถึงก็ได้พบกับเกนโดเหมือนกับภาค 1.0 เพียงแต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ต่อต้านเกนโดอีกต่อไปแล้ว คงเพราะการอยู่กับ Wille สร้างความรู้สึกที่ไม่สบายใจมากกว่า แม้ทุกคนรอบข้างเขาใน Wille ล้วนเป็นคนคุ้นเคยแต่ทุกคนกลับปฏิบัติต่อเขาด้วยความเย็นชา ผิดกับเก็นโด ซึ่งยังเหมือนเดิม(เย็นชาเหมือนเดิม) ชินจิ จึงยินยอมที่จะอยู่กับ Nerv เพราะอย่างน้อยๆ อายานามิ เร ก็ยังอยู่ด้วย อายานามิ เร เป็นเสมือน เซฟโซนของชินจิ ในเวลานั้นเพราะ ชินจิ เชื่อว่า อายานามิ เร คนนี้คือคนเดียวกับที่เขาช่วยออกมาจากเซรูเอลในภาค 2.0

ชินจิเพียรไปหา อายานามิ เร คนนี้หลายครั้งและพยายามทำให้ เร คนนี้ทำเหมือน เร ที่เขารู้จักด้วยการนำหนังสือมาให้อ่านซึ่งเป็นภาพจำของเขา และสถานที่ที่ เร (คนหน้าเหมือนอยู่ ก็เหมือนกับห้องพักของ เร ที่ชินจิเคยไปใน 1.0 แต่ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ปะปนกับผู้คนเช่นเดิม ดังนั้นห้องนี้คือห้องที่ อายานามิ เร คนแรกอาศัยเติบโตขึ้นมาเหมือนใน Tv series ตอนที่ 23 )

อายานามิ เร

อายานามิ เร ซึ่งไม่ค่อยอยู่ที่ห้องแทบทุกครั้งที่ชินจิไปหา ทั้งที่ เร อยู่ในแกนดัมมี่ปลักอย่างที่เคยอยู่มาตลอดตั้งแต่ 1.0 ซึ่งอยู่ด้านล่างของห้องนั้นเอง ซึ่งบอกถึงนิสัยของชินจิได้อย่างหนึ่งว่า ชินจิไม่ชอบทำอะไรที่ไม่เคยทำไม่สบายใจที่ต้องทำอะไรใหม่ๆ ไม่ชอบเดินในเส้นทางที่ไม่เคยเดิน ทำให้คาโอรุชวนชินจิให้ลงมาข้างล่างเพื่อเล่นเปียโนกับเขา ชินจิปฏิเสธที่จะเล่นเปียโนกับคาโอรุในครั้งแรก โดยเขาบอกว่าไม่เอาฉันไม่เคยเล่น เหมือนที่เขาปฏิเสธเคนสึเกะที่ให้เขาไปตกปลา

 เล่นดนตรี

ฉากเล่นเปียโนของคาโอรุและชินจิเป็นเสมือนการซิงโครเขาและคาโอรุเข้าด้วยกัน เป็นการเตรียมการสำหรับการขึ้นขับเอวา หมายเลข 13 การที่ชินจิและคาโอรุเล่นดนตรีด้วยกันด้วยเครื่องดนตรีชิ้นเดียวกัน คือเปียโน 4 มือ (เป็นเพลงที่ดัดแปลงมาจากเพลง Romeo&Juliet ซึ่ง Shiro sagisu นำมาดัดแปลงใหม่) มันแตกต่างจากที่ ชินจิ คาโอรุ สึกะ และ เร เล่นดนตรีด้วยกันในภาค Death & Rebirth ซึ่งเล่นเพลง Kanon D Dur ซึ่งมีแต่ชินจิที่เล่นเครื่องดนตรีแตกต่างจากคนอื่นคือเซลโล ส่วนคนอื่นๆเล่น ไวโอลิน เมื่อสอดประสานเป็นเพลงแล้วมีแต่เสียงเซลโลที่เด่นชัด ส่วนเสียงไวโอลินนั้นแยกไม่ได้เลยว่าใครเป็นคนเล่น เสียงดนตรีของชินจิแบ่งแยกเขาจากคนอื่นๆ

you lie in april

 

ส่วนการเล่นเปียโน 4 มือนั้น ชินจิและคาโอรุต่างขับเคี่ยวกันเพื่อควบคุมเสียงที่ออกมาของตนเองให้เป็นเสียงหลัก ทำไมถึงบอกแบบนี้จากการที่เคยรับชม You Lie in April สามารถบอกได้ว่า เปียโน 4 มือ เป็นการขับเคี่ยวระหว่างนักดนตรี 2 คนที่จะทำให้เสียงของตนเองเด่นชัดขึ้นมา หากนักดนตรีคนไหนสะดุดก็จะถูกกลืนเสียงของตนเองไป ไม่สามารถรักษาตัวตนของตนเองเอาไว้ได้ ดังที่ อาริมะ โคเซ สะดุดหยุดเล่นไปหลายครั้งเพราะเขาไม่ได้ยินเสียงเปียโนที่ตนเล่น เขาถูกนักดนตรีคนอื่นกลืนหลายครั้งในเรื่อง จากครั้งแรกที่ชินจิเล่นเปียโนด้วยความไม่มั่นใจ เพียงระยะเวลาไม่นานชินจิก็สามารถเล่นด้วยความมั่นใจได้เหมือนกับคาโอรุ และสามารถสอดประสานได้ราวกับเป็นคนคนเดียวที่เล่นได้ 4 มือ แยกไม่ออกเลยว่าใครเป็นใครได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาเล่น

ดูตัวอย่างการขับเคี่ยวกันของนักเปียโน 2 คน

https://www.youtube.com/watch?v=3DULLL9MthA

 

ชินจิบอกว่าเขาไม่เคยเล่นแล้วทำไมกลับเล่นได้ดีโดยใช้ระยะเวลาไม่นานนัก ชินจิสามารถเรียนรู้ได้เร็วขนาดนั้นเลยหรือ? หรือเพราะเขาเล่นเปียโนบ่อยฝึกซ้อมหนักมากหลังจากนั้น หากสังเกตดูว่าเขามาเล่นแม้ในเวลาที่ คาโอรุไม่อยู่ ?  หรือจะเป็นเพราะชินจิเคยเล่นเปียโนมาก่อนแต่เพราะเขาถูกลบความทรงจำไปอย่างที่ ฟุยุสึกิ บอกเขาในฉากที่ทั้งสองเล่น โชกิ ด้วยกัน ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าเป็นอย่างหลัง เพราะชินจิสามารถเล่นได้ทัดเทียมคาโอรุทั้งที่เล่นคู่กันครั้งแรกในทันที เชื่อว่าเกนโดเคยสอนให้ชินจิเล่นเปียโนมาก่อน ในฉากที่เกนโดเล่าเรื่องราวของตัวเขาเองแทบทุกฉากจะเป็นภาพขาวดำรายละเอียดน้อยแบบ สตอรี่บอร์ด มีเพียงไม่กี่ ฉากเท่านั้นที่เป็นภาพสี เช่น ฉากของเมือง ฉากที่เกนโดทำการโคลน อายานามิ เร ซึ่งก็ยังเป็นภาพสตอรี่บอร์ดลงสีเท่านั้นและยังผิดจากความเป็นจริงของวิธีการโคลน อายานามิ เร ออกมา และ ฉากที่ เกนโดเล่นเปียโนเป็นภาพลงสีที่มีรายละเอียด หมายความว่าชินจิเคยเล่นเปียโนกับเกนโดเหมือนที่เคยเล่นกับ คาโอรุ

 

ชินจิ เคยเห็นเกนโดเล่นเปียโนมาก่อน

โดยในฉากที่ชินจิและคาโอรุเล่นเปียโนด้วยกัน คำพูดของคาโอรุนั้นช่วยซัพพอร์ทเยียวยาจิตใจของชินจิให้สบายใจขึ้น คาโอรุปลูกฝังความคิดของตนเองให้กับชินจิที่ไม่มั่นคงภายในจิตใจซึ่งเกี่ยวกับการที่พวกเขาเล่นเปียโนด้วยกัน

“ถ้าเราทำด้วยกันต้องมีอะไรดีๆเกิดขึ้นแน่ๆ”

“แค่ทำไปตามความรู้สึกของนายเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว”

“แค่ทำไปเรื่อยซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่านายจะพอใจ”

“ไม่จำเป็นต้องทำได้ดีแล้วจึงจะทำ”

“มาเป็นความหวังของเหล่าลิลินด้วยกันเถอะ”

เมื่อพวกเขาขึ้นขับเอวาหมายเลข 13 ด้วยกัน 

“แค่ทำเหมือนที่เราเล่นเปียโนด้วยกัน”

คาโอรุพยายามทำให้ชินจิสบายใจเพียงพอที่จะขึ้นขับเอวาหมายเลข 13

“นายไม่ได้เผชิญหน้ากับมันตามลำพังฉันจยังอยู่ข้างนาย”

“ไม่เห็นต้องสนใจเลยว่าคนอื่นๆจะคิดยังไง ทำอย่างที่นายรู้สึกว่ามันดี แม้ว่าคนอื่นจะบอกว่านายทำเลวร้ายแค่ไหน (มิซาโตะพูดว่าอย่างเธอ นะไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น) “

ทุกสิ่งที่คาโอรุพูดออกมาเป็นการทำให้ชินจิอีโกของชินจิอ่อนแอลง  (เหมือนที่คาโอรุทำให้อีโกของชินจิจืดจางลงใน The end of Evangelion) คาโอรุตีซี้ชินจิด้วยการถือหางสปอยล์เพื่อเชื่อมต่อกับชินจิ ขับเอวาหมายเลข 13 เดินทางไปหาลิลิธ

การซิงโครเป็นอนันต์

ก่อนที่ทั้งคู่จะขึ้นขับเอวาหมายเลข 13 ชินจิได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ทุกอย่างที่เขาเป็นต้นเหตุจากความเอาแต่ใจของตนเองที่อยากจะช่วย อายานามิ เร (นึกถึงคำพูดของอาสึกะที่บอกเคนสึเกะหลังจากที่เธอบังคับให้เขากินอาหารด้วยว่า “ฉันไม่ยอมให้เขาตายทั้งที่ยังเห็นแก่ตัวอย่างนี้หรอก”) ใช่แล้วทั้งหมดเกิดจากความเห็นแก่ตัวของชินจิ

 

ทั้งหมดคือความผิดของชินจิ

  • ชินจิ ค้นพบว่าเขาเองที่เป็นสาเหตุของการเกิด 3rd impact เขาคือคนที่แบกรับบาปของการสูญสิ้นมวลมนุษยชาติ
  • ชินจิ พบว่านอกจากจะทำให้เกิด 3rd impact แล้วเขาเคยคิดว่าอย่างน้อยก็ช่วย อายานามิ เร ไว้ได้ สุดท้ายก็ค้นพบว่าเขาไม่ได้ทำอะไรสำเร็จเลยสักอย่าง
  • คาโอรุ ตายเพราะเข้ามาแบกรับบาปที่ เหล่า ลิลิน(มนุษย์) นำมาแบกใส่หลังของเขา ชินจิเป็นสาเหตุ แล้วยังไม่สามารถแก้ไขความผิดพลาดที่เคยทำเสียอีก
  • ชินจิ เข้าใจแล้วว่าทำไมมิซาโตะ และลูกเรือยานวุนเดอร์ แม้แต่อาสึกะก็ยังทำเย็นชากับเขา

คาโอรุคอยสปอยชินจิโดยที่ไม่เคยสังเกตอาการความตึงเครีบดของชินจิเลย ว่าเขารู้สึกอย่างไร ชินจิ มาขึ้นขับเอวาหมายเลข 13 เพราะการที่เขายอมมาขับมันเป็นความหวังของเหล่ามนุษย์ และความหวังของคาโอรุ ชินจิยอมมาขับเพราะคาโอรุยอมทำทุกอย่างแม้แต่แบกรับความผิดบาปของเขา เขาไม่ต้องการทำให้คาโอรุผิดหวัง เหมือนกับที่เขาไม่อยากทำให้เกนโดพ่อของเขาผิดหวัง

เกนโด พูดอย่าง แต่ทำอีกอย่าง

คาโอรุไม่รับรู้ว่าทำไมชินจิจึงมาเล่นเปียโนคนเดียวโดยที่ไม่รอเขา ย้อนไปในที่วีซีรีย์ ตอนที่ 15 ชินจิ เล่นเซลโลหลังจากที่เขากลับมาจากการไปเยี่ยมหลุมศพของแม่ และได้คุยกับเกนโด

เกนโด”ได้พูดขึ้นว่า มีแต่เด็กทารกเท่านั้นที่ต้องการพ่อแม่ แกไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว เป็นผู้ใหญ่สักทีเถอะชินจิ” มันสื่อความหมายว่าเกนโดไม่ทำหน้าที่ของพ่อให้สำหรับเขา ชินจิคงจะยอมรับได้ในข้อนี้ถ้าไม่ได้เห็นว่า อายานามิ เร มารับเกนโดกลับไปทำงาน มันหมายความว่า ไม่ใช่ว่าเกนโดไม่อยากทำหน้าที่ของพ่อ แต่เพราะเขาไม่อยากเป็นพ่อของชินจิ แต่ยอมเป็นพ่อให้กับ อายานามิ เร เท่านั้น

ชินจิเล่นดนตรีเพียงลำพัง

ชินจิมาเล่นเซลโลเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดในใจของเขา

อาสึกะพูดว่า “นายเองก็มีความสามารถนะ”

ชินจิ ตอบว่า “ฉันก็เล่นได้แค่นี้แหละ”

อาสึกะรับรู้ว่าชินจิไม่ได้ชอบเล่นดนตรีสักเท่าไร ถ้าชอบคงหัดเล่นเพลงอื่นๆได้ด้วย

จึงถามต่อว่า “แล้วทำไมไม่เลิก”

ชินจิตอบ “ไม่มีใครบอกให้เลิก”

ก็สมกับเป็นนายดี มันหมายความว่าอาสึกะเข้าใจอารมภ์ความรู้สึกของชินจิมาแต่ไหนแต่ไร

หากว่าคาโอรุเข้าใจชินจิจริงๆก็ควรสังเกตถึงความตึงเครียดในใจของชินจิที่แบกรับอยู่แล้วบอกให้ชินจิหยุดได้ ตั้งแต่เขามาเล่นเปียโนตามลำพังแล้ว ท้ายที่สุดทุกคำพูดที่คาโอรุบอกชินจิ กลับย้อนมาทำร้ายคาโอรุเอง เมื่อพวกเขาขึ้นขับเอวาหมายเลข 13

เด็กเปรตชินจิ

คิดดูดีๆแล้ว เกนโดน่าจะเคยสปอยชินจิมาก่อนในสมัยที่ ยูอิ ยังอยู่และหลังจากที่ยูอิจากไปแล้ว เขาจึงเริ่มมาใช้เหตุผลกับชินจิในภายหลัง แต่ชินจิก้ยังเห็นแก่ตัวอยู่ จนเกนโดเหลืออดลบความทรงจำแล้วส่งเขาไปอยู่กับครูแทน เคนสึเกะ ที่ใช้เหตุผลเป็นหลักก็ทอดทิ้งปล่อยให้ชินจิเผชิญปัญหาตามลำพัง แต่สิ่งที่เขาแตกต่างกับเกนโด คือเขาอดทนกับชินจิมากกว่า ให้เขาเผชิญปัญหาด้วยตนเอง แล้วค่อยหาทางให้เขาคิดหาเหตุผลด้วยตนเอง

เหมือนที่เกนโด บอกชินจิว่า มีแต่เด็กทารกที่ต้องการพ่อแม่ แต่เขาก็ยังดูแลอายานามิ เร ดีราวกับลูกให้ชินจิเห็น

ความรู้สึกของเกนโดที่มีต่อครอบครัว

 

คาโอรุไม่ได้สังเกตชินจิเลยว่าเขาพัฒนาฝีมือการเล่นเปียโนไปไกลมากขึ้นทุกที เป็นเพราะเขามักจะเล่นดนตรีเพื่อจัดการกับความเครียด และไม่มีใครบอกให้เลิกชินจิสามารถเล่นคนเดียวได้ ประโยคสำคัญที่คาโอรุบอกกับชินจิกลับกลายเป็นประโยคที่ชินจิจดจำใส่ใจและทำให้ชินจิเดินหน้าต่อไปแม้ว่าคาโอรุจะไม่ได้เห็นด้วยในการขึ้นขับเอวาหมายเลข 13

คาโอรุมักแสดงความใจดีกับชินจิอยู่เสมอและน่าจะถือได้ว่าเข้าขั้นสปอยล์ชินจิ จังหวะเวลาที่คาโอรุเข้ามาในชีวิตชินจิทั้งใน TV Serie และ Rebuild ชินจิล้วนอยู่ในช่วงไม่มั่นคงทางอารมภ์ คำพูดของอาสึกะและมิซาโตะ รวมถึงซากุระที่คอยห้ามไม่ให้เขาขึ้นขับเอวา คำพูดของอาสึกะที่ปฏิเสธเขา คำพูดของมิซาโตะที่บอกว่าทั้งหมดเป็นความผิดของเขาไม่ต้องทำอะไรเลยนั่นแหละดีที่สุด แต่ไม่เป็นไรเขายังคงมี อายานามิ เร ซึ่งเขาเชื่อว่ายังเป็นคนเดิมกับที่เขาเคยช่วยไว้ในภาค 2.0

ชินจิจึงถูกคาโอรุชักนำได้ง่ายมาก ความแตกต่างของ Father figure ทั้ง 3 คน เกนโด , คาโอรุ , และ เรียวจิ คาจิ (เคนสึเกะรับบทแทน) แม้คาโอรุจะบอกชินจิทุกอย่าง

ร่างสถิตในแกน

สำหรับเอวาหมายเลข 13 นั้นใช้นักบิน 2 คนในการขึ้นควบคุมนั้นหมายความตรงตัวอยู่แล้วว่ามันมี 2 แกน ซึ่งก็หมายความว่ามีวิญญาณทั้งสิ้น 2 ดวง ดวงที่ 1 นั้น  ภาค 3.0+1.0 ได้เฉลยแล้วว่าคือวิญญาณของคาโอรุ แต่อีกหนึ่งดวงนั้นไม่ใช่วิญญาณของอาสึกะหรอกนะ เนื่องจากว่าเงื่อนนไขหนึ่งของการขึ้นขับเอวานั้นคือนักบินต้อง มีข้อมูลทางพันธุกรรมใกล้เคียงกับวิญญาณที่สถิตอยู่ในแกนนั้น

ซึ่งจากการที่ เกนโดมั่นใจว่าทั้งชินจิและคาโอรุย่อมสามารถขึ้นขับเอวาหมายเลข 13 ได้อย่างแน่นอน เกนโดเองก็มั่นใจตั้งแต่ต้นอยู่แล้วด้วยว่าชินจิต้องสามารถขึ้นขับเอวา 01 ซึ่งมีแกนคือ อิคาริ ยูอิ แม่ของชินจิได้อย่างแน่นอน ดังนั้นแกนกลางวิญญานของเอวาหมายเลข 13 อีกดวงนอกจากคาโอรุ แล้ว ต้องเป็น อิคาริ เกนโด

จากการที่ เกนโดไดใช้งานกุญแจ เนบูคัดเนซซา เพื่อเชื่อมต่อวิญญาณ ทำให้ เอวาหมายเลข 13 สามารถขยับได้เองทั้งที่ไม่มีนักบินอยู่ภายใน ฉากที่อาสึกะจะทำการปิดการทำงานของเอวาหมายเลข 13

ฉากเล่นเปียโนเป็นการฝึกฝนสำหรับการขึ้นขับเอวาหมายเลข 13 และดึงหอกออกมา เมื่อเอวาหมายเลข13 ลงไปถึงเทอมินอลดอกมา พวกเขาใช้จังหวะเดียวกันเหมือนกับวิธีที่เล่นเปียโน 4 มือ พวกเขาทั้งสองเป็นเพียงเครื่องมือของอิคาริเกนโดเพื่อที่จะปลุกเอวาหมายเลข 13 ให้ตื่นขึ้นและกลืนกินเทวทูตหมายเลข 12 อิรูเอล เทวทูตแห่งวิวัฒนาการณ์เท่านั้น อย่างที่อาสึกะพูดนี่มันเกินกว่าการวิวัฒนาการไปแล้ว เนื่องจากในเวาลานั้นเอวาหมายนเลข 13 มีวิญญาณแล้ว 2 ดวง 1 คือคาโอรุนักบินเอวา MK6 และอดีต ผบ. Nerv และอีกดวงหนึ่งคือ อิคาริ เกนโด ผบ.Nerv ปัจจุบันซึ่งเชื่อมต่อวิญญาณผ่านกุญแจ เนบูคัดเนซซา โปรดสังเกตว่าชินจิขึ้นขับเอวาหมายเลข 13 ได้โดยผ่านการฝึกมาก่อน แล้วกับกรณีของเอวา 01 ละ ชินจิเคยผ่านการฝึกมาก่อนหรือไม่

คาโอรุและชินจิเชื่อมต่อวิญญาณกันด้วยการเล่นเปียโนซึ่งค่าของการประสานนั้นเป็น อนันต์เหมือนที่เกิดสัญลักษณ์อินฟินิตีในฉากที่พวกเขาขึ้นขับเอวาหมายเลข 13 ด้วยกัน เมื่อชินจิปิดกั้นคาโอรุ ตาของ เอวาหมายเลข 13 ก็ปิดลง สัญลักษณ์อินฟินิตีก็ก็ขาดลง แต่เอวาหมายเลข 13 ก็ยังไม่หยุดทำงาน แต่หลังจากที่เอวาหมายเลข 13 กินเทวทูตแห่งวิวัฒนาการอิรูเอล และเอวาหมายเลข 13 ก็วิวัฒนาการไปเป็นพระเจ้า

การงซิงโครที่สมบูรณ์สร้าง AT field ได้

สำหรับเอวาหมายเลข 13 มีข้อมูลจำเพาะตรงนี้

เอวาหมายเลข 13 ผู้เดอนทางคนสุดท้าย มีแกนกลางที่สถิตของวิญญาณจำนวน 2 แกนเพื่อใช้ในการถือครองหอกทั้ง 2 เล่ม วิญญาณ 1 ดวง สามารถถือหอกได้เพียง 1 เล่มแต่เมื่อมีวิญญาณ 2 ดวง ก็สามารถถือหอกได้ 2 เล่ม

หอก 2 เล่ม

ความจำเป็นอะไรทำไมต้องถือหอกได้ 2 เล่ม เกนโด มีความพยายามที่จะนำหอกมาที่แดนกอลโกธาให้ได้ 2 เล่ม โดยไม่ต้องคำนึงถึงเลยว่าหอกแต่ละเล่มนั้นคือหอกอะไร ลองกินุส หรือ คาสิอุส ก็ใช้ได้ทั้งนั้น เพื่อนำมันมาเปลี่ยนเป็นหอกลูเครเซียส (หอกที่ถือกำเนิดจากดวงจันทร์สีดำ ซึ่งในไลท์โนเวลอนิมานั้น ชินจิ เป็นผู้สร้างหอกนี้ขึ้นมาจากดวงจันทร์สีดำและเรียกมันว่าหอกลูเครเซียส หรือ หอกของชินจิ คือหอกแห่งการรับรู้ของมนุษย์) เพื่อนำหอกนั้นมาแทง ลิลิธ จินตภาพ เพื่อเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในความทรงจำให้กลายเป็นของจริง เนื่องจากลิลิธของโลก Rebuild นั้นตายลงไปแล้ว จึงได้ดึงลิลิธจากโลกแห่งความเป็นจริงมาจาก “ผู้ที่นั่งดูภาพยนตร์ตรงหน้าจอนี้” จึงกล่าวได้ว่ามันคือลิลิธจากความทรงจำของผู้ชมที่อยู่ในญี่ปุ่นนี่เอง ที่ลิลิธยืนอยู่บนแผนที่ญี่ปุ่นนี้ไม่ได้หมายความว่าสถานที่นี้คือญี่ปุ่นแต่ลิลิธตนนี้มาจากความทรงจำของผู้ชม ชาวญี่ปุ่นนั่นเอง เมื่อเป็นสิ่งที่มาจาโลกจริงๆ”ไลฟ์แอคชัน” ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ ดุจดั่งการย้ายค่าของสมการณ์โจทก์คณิตศาสตร์ เช่นจากรูปวาดอนิเมชัน กลายเป็น 3D ที่มีหน้าตาเหมือนคนจริงๆ และมีมวลร่างกายไม่สามารถทะลุผ่านไปได้เหมือนกับใน The end of evangelion

แล้วใครสถิตอยู่ในแกนทั้ง 2 ของ เอวาหมายเลข 13

แกนที่ 1 นางิสะ คาโอรุ (อดีต ผบ.Nerv) และ แกนที่ 2 อิคาริ เกนโด ผบ.Nerv ปัจจุบัน

สำหรับคาโอรุนั้นเขาอยู่ในโลงบนดวงจันทร์ Selee สามารถปลุกขึ้นมาเรียกใช้ได้ดังที่เห็นว่าเซเลออกมาสั่งการ คาโอรุ ตั้งแต่ท้ายภาค 1.0 ในเมื่อ คาโอรุ พูดว่า เดิมที Dss Choker ลิลินสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ควบคุมฉัน และผู้ที่ควบคุม คาโอรุ อยู่ตลอดมาคือ Selee

และปัจจุบันคาโอรุที่ชินจิรู้จักใน Rebuild 3.0 นี้คือ คาโอรุคนละคนกันกับคนที่แทงชินจิ และ เกนโดเป็นผู้ที่ปลุกและควบคุมคาโอรุอยู่ นั่นหมายความว่า เขาคือ Selee คนปัจจุบัน (จาก Anima อีกเช่นกัน Selee สืบทอดตำแหน่งความสามารถแห่งภูมิปัญญากันผ่านแว่นตา) และ ควบคุมปัญญาของเซเลคนก่อนหน้าเขา ฟุยุสึกิพูดขึ้นมาว่า เซเล ไม่บอกอะไรบ้างเลยหรือ หมายความว่าเกนโดควบคุมและเป็นนายของ Selee อยู่ในปัจจุบันและเขาจะดำเนินการตามแผนของเขาเอง เกนโดออกนอกแผนของเซเลไปแล้ว

สำหรับเกนโดเขาได้ใช้ กุญแจ เนบูคัดเนซซา ในการเชื่อมต่อวิญญาณของเขาเองกับ เอวาหมายเลข 13 ขอยกบางส่วนจากบทความที่เคยเขียนไว้ดังนี้

หากว่า Eva 01 คือ เอวา ของแม่ Eva หมายเลข 13 ก็คือ เอวาของพ่อ แล้ว คาโอรุกับเกนโดไปเป็นแกนกลางของเอวาตั้งแต่เมื่อไร ? มีปัญหาที่จำเป็นต้องอธิบายก่อนว่าทำไมต้องมีวิญญาณสถิตในแกนกลาง ข้อมูลที่เปิดเผยจากภาคอนิมาอธิบายโดย มายะ อิบูกิ ว่าลำพังการสร้างเอวาไม่ยากเท่าการ ”รักษารูปร่าง” ของเอวาเอาไว้เนื่องจากว่าวิญญานมนุษย์เป็นมีความสามารถในการสร้าง AT field ซึ่งจำเป็นในการรักษารูปร่างของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตจะรับรู้รูปร่างของตนเองผ่านการแบ่งแยกกับผู้อื่น หากเอวาปราศจากวิญญาณแกนกลางจะกลายเป็นเพียง”ก้อนเนื้อ” ชิ้นหนึ่งที่ไม่สามารถรักษารูปร่างของอวัยวะตนเองได้

จบไป 1 ประเด็น ต่อมา เกนโด และ คาโอรุ ไปเป็นแกนกลางของหมายเลข 13 เมื่อไร ? สำหรับคาโอรุ ที่เป็นแกนกลางคนนั้นเป็นคาโอรุที่ปรากฏตัวในภาค 2.0 ซึ่งเป็นผู้แทงชินจิด้วยหอก คาสิอุส และเคย เป็น ผบ.nerv โดยเป็นแกนกลางของหมายเลข 13 ทันทีที่ เกนโดได้รับสืบทอดพลังความรู้ของ เซเล จากคีล ลอเรนซ์ ผ่านทางแว่นกันแดดของ คีล ที่สืบทอดมาจาก เซเล โนอาห์ ข้อมูลส่วนนี้หาอ่านได้จาก ภาค Anima ซึ่งความสามารถของ เซเล ก็คือการควบคุมเทวทูตทาบลิส คาโอรุ ผ่านทาง DSS Choker หรือ ด้วยวิธีการควบคุม”ตุ๊กตา” แบบเดียวกับที่ เซเล คาจิ ควบคุม อายานามิ เรย์ ได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น เกนโด ที่กลายเป็นเซเลจึงสามารถควบคุม nerv และ คาโอรุ จาก 2.0 และ ปลุก คาโอรุ “คนใหม่” มาใช้งานได้ เกนโดใช้ คาโอรุ จากภาค 2.0 เป็นแกนแรกของเอวาหมายเลข 13

กุญแจเนบูคัดเนซซา

Evangelion 3.0 นาทีที่ 58 ครั้งสุดท้ายที่เห็นกล่องเก็บกุญแจเนบูคัดเนซซา ก่อนหน้านั้นเป็นฉากเล่นโชกิ คำพูดสำคัญในฉากเกนโดยอมสละวิญญานของตนเอง

ส่วนเกนโดได้ใช้กุญแจ เนบูคัดเนสซาร์ ในภาค 3.0 โดยมีข้อสังเกตดังนี้ เกนโดจะคอยรักษาดูแลกุญแจเนบูคัดเนสซาร์ไว้ไกล้มืออยู่ตลอด แต่หลังจากฉากเล่นโชกิของ ฟุยุสึกิ และ ชินจิ มีถ้อยคำสำคัญคำหนึ่งออกจากปากของฟุยูสึกิว่า “เกนโดยอมสละได้แม้แต่วิญญาณ” นั่นหมายถึงเกนโดสะวิญญาณจริงๆ หลังประโยคนั้น ก็มีฉากเกนโดถือกระเป๋าบรรจุ กุญแจเนบูดัดเนซซา มองดูซากศรีษะของลิลิธ และ พูดว่า “อีกไม่นานเราก็จะได้พบกันแล้วนะ ยูอิ” ฉากต่อมาที่เอวาหมายเลข 13 เสร็จสมบูรณ์เกนโดก็ละทิ้งกระเป๋าที่เก็บกุญแจ เนบูคัดเนซซาร์ไปแล้ว

Fact ที่ว่าทำไมเกนโดจึงเป็นแกนของเอวา หมายเลข 13

1.เกนโด มีความมั่นใจว่าชินจิสามารถซิงโครกับเอวาหมายเลข 13 ได้ เหมือนกับที่มั่นใจว่า ชินจิ สามารถซิงโครได้กับเอวา01 เพราะ เอวาทั้ง 2 มีแกนเป็น พ่อและแม่ ของชินจิ

2.เกนโดถูกยิงสมองกระจายแล้วแต่เขาก็ไม่ตาย มันหมายความว่าเกนโดไม่ได้มีร่างมนุษย์เพียงร่างเดียว เขายังมี เอวาหมายเลข 13 เป็นร่างกายของเขาอีกร่างหนึ่งด้วย เหมือนกับ Evangelion Anima ที่ชินจิ มีร่างกาย 3 ร่าง แต่หัวใจดวงเดียว ดังนั้น กุญแจเนบูคัดเนซซาร์มีคุณสมบัติแบบเดียวกับ “หัวใจ S2” ของชินจิ

AT field เดี๋ยวมี เดี๋ยวไม่มี

3.เอวาหมายเลข 13 ยังทำงานได้แม้ว่าคาโอรุจะตายลงไปแล้ว หรือแม้แต่ไม่มีนักบินอยู่ในเอวา ดังที่ อาสึกะเจอการต่อต้านจาก AT field หากว่ามีแต่ AT field ของ eva 02 ย่อมเจาะทะลวงเข้าไปได้แน่นอน แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่นอนอยู่ตรงนั้นคือ ด้านที่เป็นมนุษย์(วิญญาณ) ของเกนโด เอวาหมายเลข 13 จึงมี AT field ต่อต้านการโจมตีของอาสึกะ แม้แต่ขยับด้วยตนเองในขณะนั้นก็ยังทำได้

 

มีประเด็นที่ถูกทักท้วงมาว่าทำไมมาริจึงยิง เอวาหมายเลข 13 เข้าโดยที่ไม่แสดงตัวว่ามี AT field จากหมายเลข 13 นั่นก็เป็นเพราะว่า ด้านที่เป็นมนุษย์ซึ่งสามารถสร้าง AT field ได้ ยังอยู่ในร่างมนุษย์ของเกนโด อาจเป็นเพราะไม่จำเป็นต้องมีส่วนของเกนโดที่เป็นมนุษย์ในขนะที่ชินจิยังเป็นนักบิน EVA หมายเลข 13 อยู่

แต่ในคราวที่อาสึกะจะปิดการทำงานของหมายเลข 13 นั้น มีส่วนที่เป็นมนุษย์ของเกนโดอยู่ภายในเนื่องจากว่าไม่มีนักบินประสานอยู่จึงเป็นที่สถิตของวิญญานของเกนโดในฐานะของมนุษย์ เอวาหมายเลข 13 จึงเคลื่อนที่ได้เหมือนมีนักบินเนื่องจากว่า ส่วนที่เป็นมนุษย์ของเกนโดขับเคลื่อนมนุษย์เทียมตนนี้อยู่ ซึ่งเกนโดได้พูดขึ้นมาว่า AT field ยังอยู่ทั้งที่ฉันกำจัดความเป็นมนุษย์ไปแล้ว หรือว่าเป็นเพราะฉันกลัวชินจิ

ซึ่งกุญแจเนบูคัดเนซซาร์มีคุณสมบัติเดียวกันกับหัวใจ S2 ของชินจิ จึงสามารถส่งและยืมพลังงานจากร่างทั้งสองได้ เหมือนที่ชินจิเคยดึงพลังจาก โทวาร์ท เบต้า และ โทวาร์ท เบต้า ก็ดึงร่างกายของชินจิ และ EVA01 Type F มาช่วยเหลือตนเองได้

 

สำหรับอาสึกะในภาค 3.0 คงจะเรียกว่าบทน้อยจริงๆ แต่มีสิ่งหนึ่งที่สงสัยอยู่ก็คือทำไม?

อาสึกะยังคาดหวังให้ชินจิไปช่วยเธอ ทั้งที่คู่ต่อสู้ของอาสึกะในศึกนี้คือชินจิเอง

ความรู้สึกที่ซับซ้อนของอาสึกะ

ในภาค Q (3.0) ฉากสุดท้าย อาสึกะเข้ามาเปิดเอนทรี่ปลักของชินจิ อาสึกะโผล่หัวออกมาดูชินจิแต่ไม่ได้มาช่วยหันหลังกลับไป แต่ก็ไปไม่นานก็กลับมาลากชินจิออกจากปลัก

วิเคราะห์เพียงแค่สถานการณ์ในฉากนี้เท่านั้น มันแสดงออกให้เห็นว่าอาสึกะมีความหยิ่งทนงตัวแต่ก็ยังซื่อตรงต่อความรู้สึกของตนเอง มันเป็นความรู้สึกที่อาสึกะเป็นแบบนี้ไปจนจบ , ซึ่งในความเป็นจริงชินจิเป็นชายที่อาสึกะรักและเกลียดในเวลาเดียวกัน เหตุผลที่ถีบชินจิลงไปกองกับพื้นปลักก็ง่ายๆ ชินจิไม่พยายามจะออกไปจากปลักด้วยตนเอง ทั้งที่ทำได้ง่ายกว่าเปิดปลักจากภายนอก แต่ก็ให้อภัยได้โดยดึงออกมาจากปลักแล้วจูงมือพาเดินออกมา

หลังจากที่ออกมาจาก หมายเลข 13 ชินจิดิ่งลงสู่ความมืดมิด ชินจิหมดสิ้นความหวังและหมดสิ้นความพยายามที่จะมีชีวิตรอด วันนี้ความมืดมิดภายในใจคือที่ลี้ภัยของเขา แม้แต่เครื่องเล่นเพลง SDAT ก็ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น

ความยากลำบากของการเปิด Entry Plug

เสียงรบกวนเล็กน้อยของการขันน๊อตออกในทันใดประตูปลักก็เปิดออก เกิดลำแสงตัดสว่างชัดจากความมืดมิด อาสึกะหอบหนื่อยอย่างแรง จากการรีบออกมาจากปลักของเธอเองและวิ่งมาเปิดปลักของชินจิ ซึ่งจะทำทั้งหมดนั้นต้องใช้ความพยายามมากหน่อยเพื่อเปิดประตูจากภายใน และอีกครั้งเปิดประตูจากภายนอก (ถ้าจำได้ชินจิและเกนโดมือไหม้เพราะพยายามเปิดปลักของเร อาสึกะคงไม่แตกต่างกัน) เมื่ออาสึกะเห็นชินจิยังมีชีวิตอยู่เธอก็ถอนหายใจ และกลับมาเท้าสะเอวด้วยความทะนงตัวเช่นเดิม “นายไม่ยอมมาช่วยฉัน จริงๆด้วยสินะ”

ทำไมอาสึกะถึงพูดประโยคนั้นละ? อาสึกะยอมทิ้งความหยิ่งทนงตนอยากให้ชินจิช่วยเหลือเธอ? ทั้งที่เมื่อสักครู่เธอกำลังต่อสู้กับชินจิ แต่กลับต่อว่าเขาที่ไม่ช่วยเหลือเธอ “กล้าทำร้ายผู้หญิงเหรอ” แต่อาสึกะก็เรียกร้องความช่วยเหลือ เรารู้แล้วว่าสำหรับชินจิเหตุการณ์ของเอวา 03 สำหรับเขามันเหมือนเกิดขึ้นเมื่อวานเอง แต่สำหรับอาสึกะมันอาจจะผ่านมานานถึง 14 ปีก็ได้ (จริงๆแล้วก็ไม่ถึงหรอก) อาสึกะก็ยังตัดสินว่าเป็นความผิดของชินจิเหมือนเดิม มันสามารถตีความได้ 2 แบบคือ  1 ชินจิสามารถช่วยอาสึกะได้ตั้งแต่ในภาค 2.0 แต่ชินจิไม่ได้ทำ

มันแปลกตรงที่ทีแรกต่อว่าชินจิแต่ลงท้ายด้วยการเรียกร้องความช่วยเหลือจากชินจิ อาสึกะคาดหวังว่าจะทำให้ชินจิมีกำลังใจดีขึ้น และใช้คำพูดนี้กระตุ้นชินจิให้มีกำลังใจขึ้นมา มันหมายความว่า นายช่วยฉันได้ตราบใดที่มีลูกฮึด ฉันไม่อยากเห็นนายในสภาพนี้ เด็กน้อยผู้หลบหนีจากความจริง ฉันอยากเห็นนายเป็นผู้ชายผู้มีความรับผิดชอบและอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง

แต่ชินจิกลับซุกหัวอยู่ในความมืดมิดเมื่อเขาได้ยินคำพูดนั้น คงเป็นเพราะเขาไม่อยากจะได้ยินเสียงอาสึกะ แต่เมื่อได้รับชม Evangelion 3.0+1.0 แล้วพบว่าเขาสนใจคำพูดของอาสึกะจริงๆ และให้คำตอบที่อาสึกะพึงพอใจในท้ายที่สุด

“เจ้าเด็กบ้าชินจิ ไม่ยอมคิดจะมาช่วยฉันจริงๆสินะ”

“คงคิดสินะว่าถ้าตนเองเงียบเอาไว้ทุกอย่างมันจะจบ”

หลังจากนั้นหันหลังกลับ แต่แล้วก็กลับมาถีบชินจิล้มไปกองกับพื้น เมือฉายให้เห็นถึงหน้าของอาสึกะมันผสมปนเปกันหลากอารม ความเศร้า ความโกรธเกรี้ยว ความรู้สึกที่ซับซ้อนที่แสดงออกมา ไม่ว่าชินจิจะใส่ใจฟังอาสึกะหรือไม่ในขณะนั้น

เติบโตสักทีนะเด็กเปรตชินจิ

“ตานั่นไม่ต้องการคนรักหรอกต้องการแม่มากกว่า”

ฉันทำได้แค่แสดงความเกรี้ยวกราดกับนาย และซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงไม่ให้นายรับรู้

เมื่อรับชม Rebuild of Evangelion จนจบบริบูรณ์แล้วพบว่า อาสึกะซ่อนความอ่อนโยนอยู่ในความแข็งกร้าวมาตลอด

นายจะไม่ขยับเขยื้อน ? ฉันจะเตะจนกว่านายจะขยับเขยื้อน

นายจะไม่ลุก ? ฉันก็จะดึงนายขึ้นมา

นายจะไม่เดิน ? ฉันจะจูงมือนายพาเดินไปจนกว่านายจะเดินด้วยตนเอง

นายจะไม่กิน ? ฉันจะบังคับให้นายกินไปจนกว่านายจะกินด้วยตนเองได้

เมื่อนายกินและดื่มได้จงออกไปช่วยเหลือผู้อื่น

เมื่อนายสามารถคิดและไตร่ตรองได้เท่านั้น คนอื่นจึงจะสามารถทำใจชอบนายได้

โลกที่ล่มสลายนี้จะไม่ยอมรับการชดใช้จากนาย และไม่ได้มีไว้เพื่อรองรับอารมของนาย

แม้ว่าจะยากแต่เจ้าเด็กเปรตชินจิจำเป็นต้องเติบโตขึ้น และอาสึกะทำได้แค่รอ เธอไม่มีวันยอมรับเด็กเปรตที่ยังทำตัวเห็นแก่ตัวอยู่แบบนี้ ชินจิคนปัจจุบันคือคนที่เธอไม่ต้องการ เธอต้องการชินจิที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่

Note จาก Jason hi เมื่อชินจิสวมชุดเคนสึเกะเพื่อบอกอาสึกะว่า “อาสึกะก็คืออาสึกะ” แค่เป็นตัวเธอก็พอ นี่เป็นครั้งแรกที่ชินจิรองรับอารมภ์ความรู้สึกของผู้อื่น หลังจากที่ได้ดูความทรงจำของเธอ เพราะเธอไม่จำเป็นต้องพิสูจน์คุณค่าของตัวเธอเอง แต่อาสึกะจะไม่มีวันยอมพูดว่า ชินจิ ก็คือ ชินจิ แค่นั้นก็พอแล้ว แม้ว่าอาสึกะจะไม่เคยขอให้ชินจิพิสูจน์ตัวเอง เธอจะดึงเขาไปข้างหน้าจนกว่าเขาจะเป็นลูกผู้ชายตัวจริง อาสึกะไม่ใช่ไม่ค้ำยันข้างซ้ายหรือข้างขวา ไม่ใช่ปีกของชินจิ แต่เธอจะพาชินจิไปยังที่ที่เขาต้องการ

ภาพสุดท้ายของภาพยนตร์ คืออาสึกะจูงมือชินจิ พาเขาเดินหน้าต่อไป